นิทานที่รู้จักก็มีเยอะนะ มันก็ขึ้นอยู่ว่าเราจะนำนิทานเหล่านั้นมาสอนให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้อย่างไร
นิทานพื้นบ้าน นิทาน เป็นสิ่งที่ให้ความบันเทิงใจแก่ผู้ฟังแบบง่ายๆและสะดวกที่สุด ซึ่งบรรพบุรุษของเราได้ถ่ายทอดสู่กันมาด้วยปากต่อปากเป็นเวลาช้านาน ปัจจุบันนี้ความบันเทิงได้แฝงมาในรูปแบบต่างๆ มากมายและน่าสนใจกว่านิทาน จนทำให้นิทานพื้นบ้านไทยซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งนับวันแต่จะสูญหายไป นิทานเรื่องที่รวบรวมมานี้มุ่งหวังว่าจะเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่ให้นิทานทานพื้นยังคงอยู่กับเราตลอดไป
นิทนสุภาษิต1. สำนวน หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียงอย่างไม่ถูกไวยากรณ์ แต่รับใช้เป็นภาษาที่ถูกต้อง เป็นการแสดงถ้อยคำออกมาเป็นข้อความพิเศษเฉพาะภาษาหนึ่ง ๆ หรือหนังสือแบบหนึ่ง ๆ สำนวนมี 2 ชนิดคือคล้องจอง กับไม่คล้องจองคล้องจอง เช่น ก่อร้างสร้างตัว, กระต่ายหมายจันทร์, คอขาดบาดตาย เป็นต้น ไม่คล้องจอง เช่น กันท่า, ขบเผาะ, กินโต๊ะ, ไขสือ , จนมุม เป็นต้น 2. คำคม หมายถึง ถ้อยคำหลักแหลมชวนคิด เช่น “ ในโลกนี้มีคนดีที่สุดอยู่ 2 คนเท่านั้น คนหนึ่งตายไปแล้ว และอีกคนหนึ่งยังไม่มาเกิด “ เป็นต้น3. คำพังเพย หมายถึง คำกลาง ๆ ที่กล่าวไว้ให้ตีความเข้ากับเรื่องหรือสะกิดใจถึงความจริงบางอย่างในชีวิต เช่น วัวหายล้อมคอก, ปิดทองหลังพระ, ขิงก็ราข่าก็แรง, งมเข็มในมหาสมุทรเป็นต้น4. ภาษิต หมายถึง คำกล่าวตามศัพท์เป็นกลาง ๆ ใช้ได้ทั้งทางดี ทางชั่ว แต่โดยความหมายแล้วมุ่งถึงคำกล่าวที่ถือว่าเป็นคติ เช่น อดเปรี้ยวไว้กินหวาน, คบคนให้ดูหน้าซื้อผ้าให้ดูเนื้อ, อย่าเห็นกงจักรเป็นบัว เป็นต้น5. สุภาษิต หมายถึง คำที่พูดที่เป็นคติ เช่น “ คนมีปัญญาในเชิงตลบตะแลง หาได้มีความสุขแท้ที่จริงไม่ เพราะคนที่ตลบตะแลงย่อมจะได้รับผลของความตลบตะแลงนั้น ดังนกยูงถูกปูหนีบคอตาย (พุทธศาสนสุภาษิต ) เป็นต้น6. อุปมา หมายถึง สิ่งหรือข้อความที่ยกมาเปรียบ7. อุปไมย หมายถึง สิ่งหรือข้อความที่พึงเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น ฆ เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้ง8. โวหาร หมายถึง ชั้นเชิงหรือสำนวนแต่งหนังสือหรือพูดถ้อยคำที่เล่นเป็นสำนวน9. นิทาน คือ เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วคน เล่ากันในหมู่ชนทุกชั้น เนื้อเรื่องอาจแตกต่างกันในตามท้องถิ่นและภาคทั่วโลก แต่จุดประสงค์นั้นเหมือนกัน คือ9.1 มุ่งสอนคติธรรมและจรรยาต่าง ๆ 9.2 มุ่งให้ความสนุกและความบัณเทิงแก่ผู้ฟัง9.3 ยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นด้วยศีลธรรม นิทานมีหลายชนิด ได้แก่ นิทานอิสป นิทานท้องถิ่น นิทานปรัมปรา นิทานเกี่ยวกับเทพเจ้า ฯลฯ นิทานเหล่านี้เป็นนิทานที่เล่าจากปากสู่ปากไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นสุภาษิตอื่น ๆ ที่ควรทราบ1. ปลาหมอตายเพราะปาก หมายถึง คนที่พูดพล่อยจนได้รับอันตราย 2. น้ำขึ้นให้รีบตัก หมายถึง มีโอกาสดีควรรีบทำ 3. ทุบหม้อข้าวตัวเอง หมายถึง ตัดอาชีพ หรือทำลายอาชีพตัวเอง 4.ตีงูให้กากิน หมายถึงทำสิ่งใด ๆ ไว้แล้วแต่ผลไปตกแก่ผู้อื่น หรือทำสิ่งที่ตนควรจะได้รับประโยชน์ แต่กลับไม่ได้ 5. กินน้ำไม่เผื่อแล้ง หมายถึง ใช้สิ่งของโดยคำนึงถึงวันข้างหน้า หรือมีอะไรก็ใช้หมดทันที 6. กบในกะลาครอบ หมายถึง มีความรู้น้อย แต่คิดว่าตนรู้มาก 7. เอามือซุกหีบ หมายถึง หาเรื่องเดือดร้อน หรือความลำบากใส่ตัวโดยใช่ที่ 8. ลูกทรพี หมายถึง ลูกที่ไม่รู้จักคุณพ่อแม่ 9. วัวหายล้อมคอก หมายถึง ของหายแล้วจึงคิดป้องกัน หรือเรื่องเกิดขึ้นแล้วจึงคิดแก้ไข 10. พิมเสนแลกเกลือ หมายถึง ของที่ไม่คู่ควรกัน ไม่เหมาะสมกัน หรือของที่มีคุณค่าแตกต่างกัน 11. จับงูข้างหาง หมายถึง ทำสิ่งที่เสี่ยงต่ออันตราย 12 เด็กเลี้ยงแกะ หมายถึง ชอบพูดจาโกหกพูดแต่เรื่องไม่จริง 13. ดาบสองคม หมายถึง มีทั้งคุณและโทษ หรืออาจจะดีหรือเสียก็ได้ 14. กำแพงมีหู ประตูมีช่อง หมายถึง ให้ระมัดระวังการพูดการกระทำ 15. มีไฟย่อมมีควัน หมายถึง เมื่อมีเรื่องย่อมต้องมีสาเหตุ
นิทานอีสป"นิทานอีสป" มีต้นกำเนิดอยู่ที่อาณาจักรกรีกโบราณ ซึ่งเจ้าของเรื่องเล่าอันสุดแสนสนุกไม่ใช่นักปราชญ์แต่เป็นทาสที่ไร้การศึกษาแต่เปี่ยมไปด้วยเชาวน์ปัญญาต่างหาก!!!และชื่อของเขาคือ อีสป ซึ่งเป็นที่มาของชื่อนิทานอีสปนั่นเองอีสปเป็นชายผิวสีชาวแอฟริกาที่มีชีวิตอยู่ในนครรัฐกรีกและต้องการทำมาหากินโดยการขายตัวเป็นทาส แต่โชคร้ายที่รูปร่างหน้าตาของเขาไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานที่พิจารณาคนที่มีความสามารถด้านการต่อสู้เป็นหลัก แต่พระเจ้ากลับประทานมันสมองอันเลอเลิศให้แก่อีสปเป็นการตอบแทน เขาจึงหันมาใช้สติปัญญาในการหาเลี้ยงชีพแทนการใช้กำลัง สุดท้ายแล้วอีสปก็สามารถเอาชนะใจคนกรีกได้ ด้วยการเล่าเรื่องธรรมดาๆ แต่สอดแทรกด้วยปรัชญา แง่คิด และคติสอนใจต่างๆ ซึ่งเมื่อใครได้ฟังก็สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ อีกทั้งยังนำคติสอนใจที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันของตัวเองได้ด้วย ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งของเรื่องราวจากอีสปก็คือ เขาจะใช้ตัวละครที่เป็นสิงสาราสัตว์ทั่วไป เช่น "หมาป่ากับลูกแกะ, สุนัขกับเงา, ราชสีห์กับหนู" หรือ "สุนัขจิ้งจอกกับกา" เป็นต้น ความรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำราหรือในระบบการศึกษาเท่านั้น หากเรารู้จักค้นคว้าหาความรู้รอบตัวก็จะเป็นคนฉลาดแบบอีสปได้เหมือนกันนะ
นิทานก้อมีหลายอย่างน่ะ แต่ที่รุจักดีก้อนิทานอีสปอ่ะ เพราะเคยฟังมาตั้งแต่เด็ก ก็ดีน่ะเพราะนิทานอิสปเนี่ย มีคติสอนใจด้ววย
นิทานคุณธรรม การสอนเด็กให้รู้จักด้านคุณธรรมจริยธรรม และส่งเสริมด้านการมีระเบียบวินัย เช่นการเข้าแถว
นิทานประเภทเทพนิยายหรือปรัมปรา (Fairy tale) เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทวดา นางฟ้า เรื่องมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติ เป็นความฝันและจินตนาการของผู้แต่ง เรียกหลายอย่างเช่น นิทานมหัศจรรย์ นิทานบรรพบุรุษ เรื่องราวมักเกี่ยวข้องกับราชสำนัก เจ้าหญิง เจ้าชาย มีแม่มด มียักษ์ สัตว์ประหลาด ตัวละครที่ดีจะเป็นฝ่ายชนะ เช่น เรื่องพระอภัยมณี คาวี สังข์ทอง พระสุธนมโนห์รา ฯลฯ นิทานแนวนี้ส่วนใหญ่เด็กผู้หญิงจะชอบนะมีทั้งเจ้าหญิง เจ้าชายและอีกประเภทที่รู้จักกันดีก็นิทานอีสป นิทานประเภทนี้จะเป็นนิทานที่มีเนื้อหาสั้นกะทัดรัดได้ใจความ ซึ่งก็จะแฝงแง่คิดด้วย โดยส่วนมากตอนจบของเรื่องจะเขียนว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....
นิทานชาดกเรื่อง "กระต่ายตื่นตูม"ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดพระเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภเดียรถีย์ (นักบวชนอกศาสนา) ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีดงตาลกับต้นมะตูมอยู่ติดทะเลด้านทิศตะวันตกของป่านั้น ณ ที่ดงตาลนั้นมีกระต่ายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ใต้ต้นตาลใกล้ต้นมะตูมต้นหนึ่ง วันหนึ่ง วันหนึ่งเจ้ากระต่ายออกเที่ยวหากินอิ่มแล้ว กลับมานอนพักผ่อนอยู่ใต้ใบตาลแห้ง กำลังนอนคิดเพลิน ๆ อยู่ว่า "ถ้าหากแผ่นดินนี้ถล่ม เราจะไปอยู่ที่ไหนหนอ" ทันใดนั้นเองผลมะตูมสุกลูกหนึ่งได้หล่นลงมาถูกใบตาลเสียงดังลั่นเจ้ากระต่ายนึกว่าเป็นเสียงแผ่นดินถล่ม จึงร้องขึ้นสุดเสียงว่า "แผ่นดินถล่มแล้ว ๆ " พร้อมกับกระโดวิ่งหนีไปสุดชีวิตโดยไม่เหลียวหลังมาดูเลยกระต่ายตัวอื่น ๆ เห็นมันวิ่งหนีอะไรมาสุดชีวิตจึงร้องถามมันว่า "เจ้าวิ่งหนีอะไรมา" มันทั้งวิ่งทั้งร้องตอบว่า "รีบหนีเร็ว แผ่นดินถล่มแล้ว ๆ" กระต่ายจำนวนนับพันต่างก็รีบวิ่งหนีตายตามมันไปด้วย สัตว์ป่านานาชนิดเมื่อทราบข่าวต่างก็วิ่งหนีตามกระต่ายไป ฝูงสัตว์วิ่งหนีตามกันมาเป็นทิวแถว ราชสีห์เห็นสัตว์น้อยใหญ่วิ่งกันมาฝุ่นฟุ้งกระจุยจึงร้องถามไปว่า "พวกเจ้าวิ่งหนีอะไรมา" ได้รับคำตอบว่า "เจ้านาย แผ่นดินที่โน้นถล่มแล้ว พวกเราวิ่งหนีตาย" แล้วก็วิ่งไปต่อ บ่ายหน้าไปทางหน้าผาสูงชันโดยไม่รู้ตัว ราชสีห์ด้วยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลายเกรงว่าจะตกเหวตายเสียหมด จึงวิ่งไปดักข้างหน้าพร้อมกับคำรามเสียงดังลั่นขึ้น ๓ ครั้ง สัตว์ทั้งหลายพอได้ยินเสียราชสีห์ก็พากันตกใจกลัวตื่นจากภวังค์หยุดวิ่งราชสีห์จึงถามว่า "ใครเห็นแผ่นดินถล่มบ้าง" พวกสัตว์บอกว่า "ช้างเห็นขอรับ" ช้างบอกว่า "เสือเห็น" เสือบอกว่า "แรดเห็น" แรดบอกว่า "ควายเห็น" ควายบอกว่า "หมูป่าเห็น" หมูป่าบอกว่า "กวางเห็น" กวางบอกว่า "กระต่ายเห็น" พวกกระต่าย จึงชี้บอกว่า "กระต่ายตัวนี้เห็นแผ่นดินถล่มครับ..นาย" ราชสีห์จึงถามกระต่ายตัวนั้นว่าเป็นจริงหรือเปล่า กระต่ายตอว่า "ข้าพเจ้าเห็นจริง ๆ นายท่าน ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนอนพักผ่อนอยู่ใต้ใบตาลก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น ข้าพเจ้าจึงวิ่งหนีตายมานี่ละ.. นายท่าน"ราชสีห์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงบอกให้สัตว์ทั้งหลายรออยู่ที่ตรงนั้นส่วนตนและเจ้ากระต่ายได้เดินกลับไปดูสถานที่ต้นเหตุ ตรวจดูเห็นผมมะตูมสุกลูกหนึ่งวางอยู่ก็เข้าใจทันที จึงกลับมาบอกสัตว์ทั้งหลายว่า "ท่านทั้งหลายเลิกกลัวได้แล้ว เสียงแผ่นดินถล่ม เป็นเสียงผลมะตูมสุกหล่นกระทบใบตาลแห่งดอก เลิกกลัวได้แล้ว" สัตว์ทั้งหลายอาศัยราชสีห์จึงเอาชีวิตรอดมาได้พระพุทธองค์จึงตรัสพระคาถาว่า"พวกคนโง่เขลายังไม่ทันรู้เรื่องราวแจ่มแจ้ง ฟังคนอื่นโจษขาน ก็พากันตื่นตระหนก พวกเขาเชื่อคนง่าย ส่วนคนเหล่าใดเป็นนักปราชญ์ เพียบพร้อมด้วยศีลและปัญญา ยินดีในความสงบ และเว้นไกลจากการ ทำชั่ว คนเหล่านั้นหาเชื่อคนอื่นง่ายไม่" นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ก่อนแต่จะเชื่ออะไรใครควรพิจารณาตรวจสอบความเป็นจริงเสียก่อนเพื่อความถูกต้องจะไม่ได้เป็นอย่างกระ ต่าย ตื่นตูม
รู้จักหนูน้อยหมวกแดงค่ะ หนูน้อยหมวกแดงเป็นเด็กดีมีน้ำใจช่วยเหลือคุณยายค่ะ
สวัสดีเพื่อนเย นิทานที่เพื่อนถามเช่น เรื่องเด็กเลี้ยงแกะ เต่ากับกระตาย เป็นต้น ไง
นิทานที่รู้จักก็มีเยอะนะ มันก็ขึ้นอยู่ว่าเราจะนำนิทานเหล่านั้นมาสอนให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้อย่างไร
ตอบลบนิทานพื้นบ้าน
ตอบลบนิทาน เป็นสิ่งที่ให้ความบันเทิงใจแก่ผู้ฟังแบบง่ายๆและสะดวกที่สุด ซึ่งบรรพบุรุษของเราได้ถ่ายทอดสู่กันมาด้วยปากต่อปากเป็นเวลาช้านาน ปัจจุบันนี้ความบันเทิงได้แฝงมาในรูปแบบต่างๆ มากมายและน่าสนใจกว่านิทาน จนทำให้นิทานพื้นบ้านไทยซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งนับวันแต่จะสูญหายไป นิทานเรื่องที่รวบรวมมานี้มุ่งหวังว่าจะเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่ให้นิทานทานพื้นยังคงอยู่กับเราตลอดไป
นิทนสุภาษิต
ตอบลบ1. สำนวน หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียงอย่างไม่ถูกไวยากรณ์ แต่รับใช้เป็นภาษาที่ถูกต้อง เป็น
การแสดงถ้อยคำออกมาเป็นข้อความพิเศษเฉพาะภาษาหนึ่ง ๆ หรือหนังสือแบบหนึ่ง ๆ สำนวน
มี 2 ชนิดคือคล้องจอง กับไม่คล้องจอง
คล้องจอง เช่น ก่อร้างสร้างตัว, กระต่ายหมายจันทร์, คอขาดบาดตาย เป็นต้น
ไม่คล้องจอง เช่น กันท่า, ขบเผาะ, กินโต๊ะ, ไขสือ , จนมุม เป็นต้น
2. คำคม หมายถึง ถ้อยคำหลักแหลมชวนคิด เช่น “ ในโลกนี้มีคนดีที่สุดอยู่ 2 คนเท่านั้น คนหนึ่ง
ตายไปแล้ว และอีกคนหนึ่งยังไม่มาเกิด “ เป็นต้น
3. คำพังเพย หมายถึง คำกลาง ๆ ที่กล่าวไว้ให้ตีความเข้ากับเรื่องหรือสะกิดใจถึงความจริง
บางอย่างในชีวิต เช่น วัวหายล้อมคอก, ปิดทองหลังพระ, ขิงก็ราข่าก็แรง, งมเข็มในมหาสมุทร
เป็นต้น
4. ภาษิต หมายถึง คำกล่าวตามศัพท์เป็นกลาง ๆ ใช้ได้ทั้งทางดี ทางชั่ว แต่โดยความหมายแล้ว
มุ่งถึงคำกล่าวที่ถือว่าเป็นคติ เช่น อดเปรี้ยวไว้กินหวาน, คบคนให้ดูหน้าซื้อผ้าให้ดูเนื้อ, อย่าเห็นกงจักรเป็นบัว เป็นต้น
5. สุภาษิต หมายถึง คำที่พูดที่เป็นคติ เช่น “ คนมีปัญญาในเชิงตลบตะแลง หาได้มีความสุขแท้
ที่จริงไม่ เพราะคนที่ตลบตะแลงย่อมจะได้รับผลของความตลบตะแลงนั้น ดังนกยูงถูกปูหนีบ
คอตาย (พุทธศาสนสุภาษิต ) เป็นต้น
6. อุปมา หมายถึง สิ่งหรือข้อความที่ยกมาเปรียบ
7. อุปไมย หมายถึง สิ่งหรือข้อความที่พึงเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น ฆ เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
8. โวหาร หมายถึง ชั้นเชิงหรือสำนวนแต่งหนังสือหรือพูดถ้อยคำที่เล่นเป็นสำนวน
9. นิทาน คือ เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วคน เล่ากันในหมู่ชนทุกชั้น เนื้อเรื่องอาจแตกต่าง
กันในตามท้องถิ่นและภาคทั่วโลก แต่จุดประสงค์นั้นเหมือนกัน คือ
9.1 มุ่งสอนคติธรรมและจรรยาต่าง ๆ
9.2 มุ่งให้ความสนุกและความบัณเทิงแก่ผู้ฟัง
9.3 ยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นด้วยศีลธรรม
นิทานมีหลายชนิด ได้แก่ นิทานอิสป นิทานท้องถิ่น นิทานปรัมปรา นิทานเกี่ยวกับเทพเจ้า ฯลฯ นิทานเหล่านี้เป็นนิทานที่เล่าจากปากสู่ปากไม่มีการจดบันทึกไว้เป็น
สุภาษิตอื่น ๆ ที่ควรทราบ
1. ปลาหมอตายเพราะปาก หมายถึง คนที่พูดพล่อยจนได้รับอันตราย
2. น้ำขึ้นให้รีบตัก หมายถึง มีโอกาสดีควรรีบทำ
3. ทุบหม้อข้าวตัวเอง หมายถึง ตัดอาชีพ หรือทำลายอาชีพตัวเอง
4.ตีงูให้กากิน หมายถึง
ทำสิ่งใด ๆ ไว้แล้วแต่ผลไปตกแก่ผู้อื่น หรือทำสิ่งที่ตนควรจะได้รับประโยชน์ แต่กลับไม่ได้
5. กินน้ำไม่เผื่อแล้ง หมายถึง ใช้สิ่งของโดยคำนึงถึงวันข้างหน้า หรือมีอะไรก็ใช้หมดทันที
6. กบในกะลาครอบ หมายถึง มีความรู้น้อย แต่คิดว่าตนรู้มาก
7. เอามือซุกหีบ หมายถึง หาเรื่องเดือดร้อน หรือความลำบากใส่ตัวโดยใช่ที่
8. ลูกทรพี หมายถึง ลูกที่ไม่รู้จักคุณพ่อแม่
9. วัวหายล้อมคอก หมายถึง ของหายแล้วจึงคิดป้องกัน หรือเรื่องเกิดขึ้นแล้วจึงคิดแก้ไข
10. พิมเสนแลกเกลือ หมายถึง ของที่ไม่คู่ควรกัน ไม่เหมาะสมกัน หรือของที่มีคุณค่าแตกต่างกัน
11. จับงูข้างหาง หมายถึง ทำสิ่งที่เสี่ยงต่ออันตราย
12 เด็กเลี้ยงแกะ หมายถึง ชอบพูดจาโกหกพูดแต่เรื่องไม่จริง
13. ดาบสองคม หมายถึง มีทั้งคุณและโทษ หรืออาจจะดีหรือเสียก็ได้
14. กำแพงมีหู ประตูมีช่อง หมายถึง ให้ระมัดระวังการพูดการกระทำ
15. มีไฟย่อมมีควัน หมายถึง เมื่อมีเรื่องย่อมต้องมีสาเหตุ
นิทานอีสป
ตอบลบ"นิทานอีสป" มีต้นกำเนิดอยู่ที่อาณาจักรกรีกโบราณ ซึ่งเจ้าของเรื่องเล่าอันสุดแสนสนุกไม่ใช่นักปราชญ์แต่เป็นทาสที่ไร้การศึกษาแต่เปี่ยมไปด้วยเชาวน์ปัญญาต่างหาก!!!
และชื่อของเขาคือ อีสป ซึ่งเป็นที่มาของชื่อนิทานอีสปนั่นเอง
อีสปเป็นชายผิวสีชาวแอฟริกาที่มีชีวิตอยู่ในนครรัฐกรีกและต้องการทำมาหากินโดยการขายตัวเป็นทาส แต่โชคร้ายที่รูปร่างหน้าตาของเขาไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานที่พิจารณาคนที่มีความสามารถด้านการต่อสู้เป็นหลัก แต่พระเจ้ากลับประทานมันสมองอันเลอเลิศให้แก่อีสปเป็นการตอบแทน เขาจึงหันมาใช้สติปัญญาในการหาเลี้ยงชีพแทนการใช้กำลัง
สุดท้ายแล้วอีสปก็สามารถเอาชนะใจคนกรีกได้ ด้วยการเล่าเรื่องธรรมดาๆ แต่สอดแทรกด้วยปรัชญา แง่คิด และคติสอนใจต่างๆ ซึ่งเมื่อใครได้ฟังก็สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ อีกทั้งยังนำคติสอนใจที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันของตัวเองได้ด้วย
ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งของเรื่องราวจากอีสปก็คือ เขาจะใช้ตัวละครที่เป็นสิงสาราสัตว์ทั่วไป เช่น "หมาป่ากับลูกแกะ, สุนัขกับเงา, ราชสีห์กับหนู" หรือ "สุนัขจิ้งจอกกับกา" เป็นต้น
ความรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำราหรือในระบบการศึกษาเท่านั้น หากเรารู้จักค้นคว้าหาความรู้รอบตัวก็จะเป็นคนฉลาดแบบอีสปได้เหมือนกันนะ
นิทานก้อมีหลายอย่างน่ะ แต่ที่รุจักดีก้อนิทานอีสปอ่ะ เพราะเคยฟังมาตั้งแต่เด็ก ก็ดีน่ะเพราะนิทานอิสปเนี่ย มีคติสอนใจด้ววย
ตอบลบนิทานคุณธรรม
ตอบลบการสอนเด็กให้รู้จักด้านคุณธรรมจริยธรรม และส่งเสริมด้านการมีระเบียบวินัย เช่นการเข้าแถว
นิทานประเภทเทพนิยายหรือปรัมปรา (Fairy tale) เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทวดา นางฟ้า เรื่องมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติ เป็นความฝันและจินตนาการของผู้แต่ง เรียกหลายอย่างเช่น นิทานมหัศจรรย์ นิทานบรรพบุรุษ เรื่องราวมักเกี่ยวข้องกับราชสำนัก เจ้าหญิง เจ้าชาย มีแม่มด มียักษ์ สัตว์ประหลาด ตัวละครที่ดีจะเป็นฝ่ายชนะ เช่น เรื่องพระอภัยมณี คาวี สังข์ทอง พระสุธนมโนห์รา ฯลฯ นิทานแนวนี้ส่วนใหญ่เด็กผู้หญิงจะชอบนะมีทั้งเจ้าหญิง เจ้าชายและอีกประเภทที่รู้จักกันดีก็นิทานอีสป นิทานประเภทนี้จะเป็นนิทานที่มีเนื้อหาสั้นกะทัดรัดได้ใจความ ซึ่งก็จะแฝงแง่คิดด้วย โดยส่วนมากตอนจบของเรื่องจะเขียนว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....
ตอบลบนิทานชาดกเรื่อง "กระต่ายตื่นตูม"
ตอบลบในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดพระเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภเดียรถีย์ (นักบวชนอกศาสนา) ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีดงตาลกับต้นมะตูมอยู่ติดทะเลด้านทิศตะวันตกของป่านั้น ณ ที่ดงตาลนั้นมีกระต่ายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ใต้ต้นตาลใกล้ต้นมะตูมต้นหนึ่ง วันหนึ่ง วันหนึ่งเจ้ากระต่ายออกเที่ยวหากินอิ่มแล้ว กลับมานอนพักผ่อนอยู่ใต้ใบตาลแห้ง กำลังนอนคิดเพลิน ๆ อยู่ว่า "ถ้าหากแผ่นดินนี้ถล่ม เราจะไปอยู่ที่ไหนหนอ" ทันใดนั้นเองผลมะตูมสุกลูกหนึ่งได้หล่นลงมาถูกใบตาลเสียงดังลั่นเจ้ากระต่ายนึกว่าเป็นเสียงแผ่นดินถล่ม จึงร้องขึ้นสุดเสียงว่า "แผ่นดินถล่มแล้ว ๆ " พร้อมกับกระโดวิ่งหนีไปสุดชีวิตโดยไม่เหลียวหลังมาดูเลย
กระต่ายตัวอื่น ๆ เห็นมันวิ่งหนีอะไรมาสุดชีวิตจึงร้องถามมันว่า "เจ้าวิ่งหนีอะไรมา" มันทั้งวิ่งทั้งร้องตอบว่า "รีบหนีเร็ว แผ่นดินถล่มแล้ว ๆ" กระต่ายจำนวนนับพันต่างก็รีบวิ่งหนีตายตามมันไปด้วย สัตว์ป่านานาชนิดเมื่อทราบข่าวต่างก็วิ่งหนีตามกระต่ายไป ฝูงสัตว์วิ่งหนีตามกันมาเป็นทิวแถว ราชสีห์เห็นสัตว์น้อยใหญ่วิ่งกันมาฝุ่นฟุ้งกระจุยจึงร้องถามไปว่า "พวกเจ้าวิ่งหนีอะไรมา" ได้รับคำตอบว่า "เจ้านาย แผ่นดินที่โน้นถล่มแล้ว พวกเราวิ่งหนีตาย" แล้วก็วิ่งไปต่อ บ่ายหน้าไปทางหน้าผาสูงชันโดยไม่รู้ตัว ราชสีห์ด้วยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลายเกรงว่าจะตกเหวตายเสียหมด จึงวิ่งไปดักข้างหน้าพร้อมกับคำรามเสียงดังลั่นขึ้น ๓ ครั้ง สัตว์ทั้งหลายพอได้ยินเสียราชสีห์ก็พากันตกใจกลัวตื่นจากภวังค์หยุดวิ่ง
ราชสีห์จึงถามว่า "ใครเห็นแผ่นดินถล่มบ้าง" พวกสัตว์บอกว่า "ช้างเห็นขอรับ" ช้างบอกว่า "เสือเห็น" เสือบอกว่า "แรดเห็น" แรดบอกว่า "ควายเห็น" ควายบอกว่า "หมูป่าเห็น" หมูป่าบอกว่า "กวางเห็น" กวางบอกว่า "กระต่ายเห็น" พวกกระต่าย จึงชี้บอกว่า "กระต่ายตัวนี้เห็นแผ่นดินถล่มครับ..นาย" ราชสีห์จึงถามกระต่ายตัวนั้นว่าเป็นจริงหรือเปล่า กระต่ายตอว่า "ข้าพเจ้าเห็นจริง ๆ นายท่าน ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนอนพักผ่อนอยู่ใต้ใบตาลก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น ข้าพเจ้าจึงวิ่งหนีตายมานี่ละ.. นายท่าน"
ราชสีห์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงบอกให้สัตว์ทั้งหลายรออยู่ที่ตรงนั้นส่วนตนและเจ้ากระต่ายได้เดินกลับไปดูสถานที่ต้นเหตุ ตรวจดูเห็นผมมะตูมสุกลูกหนึ่งวางอยู่ก็เข้าใจทันที จึงกลับมาบอกสัตว์ทั้งหลายว่า "ท่านทั้งหลายเลิกกลัวได้แล้ว เสียงแผ่นดินถล่ม เป็นเสียงผลมะตูมสุกหล่นกระทบใบตาลแห่งดอก เลิกกลัวได้แล้ว" สัตว์ทั้งหลายอาศัยราชสีห์จึงเอาชีวิตรอดมาได้
พระพุทธองค์จึงตรัสพระคาถาว่า
"พวกคนโง่เขลายังไม่ทันรู้เรื่องราวแจ่มแจ้ง ฟังคนอื่นโจษขาน ก็พากันตื่นตระหนก พวกเขาเชื่อคนง่าย ส่วนคนเหล่าใดเป็นนักปราชญ์ เพียบพร้อมด้วยศีลและปัญญา ยินดีในความสงบ และเว้นไกลจากการ ทำชั่ว คนเหล่านั้นหาเชื่อคนอื่นง่ายไม่"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ก่อนแต่จะเชื่ออะไรใครควรพิจารณาตรวจสอบความเป็นจริงเสียก่อนเพื่อความถูกต้องจะไม่ได้เป็นอย่างกระ ต่าย ตื่นตูม
รู้จักหนูน้อยหมวกแดงค่ะ หนูน้อยหมวกแดงเป็นเด็กดีมีน้ำใจช่วยเหลือคุณยายค่ะ
ตอบลบสวัสดีเพื่อนเย นิทานที่เพื่อนถามเช่น เรื่องเด็กเลี้ยงแกะ เต่ากับกระตาย เป็นต้น ไง
ตอบลบ